วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ไม่สิ้นสุด

คัมภีร์ปัญญา ป.

ไม่สิ้นสุด


      หลายคนอาจมีอุดมคติว่า การทำอะไรแล้วสิ้นสุดลงเอยไปด้วยดีนั้น ถือว่าเป็นการประสบผลสำเร็จในชีวิตอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ "เมธี" ที่สงสัยและเป็นโจทย์ให้เขาคิดตลอดมาเมื่อครั้งที่ได้ฟังคำพูดของหัวหน้าซึ่งเป็นผู้จัดการร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งที่เขาทำงานอยู่ในปัจจุบัน

      หลายวันก่อน เมธีและเพื่อนสนิทอีก ๓ คน คือ "นิด, ตุ้ย, มน" กำลังคุยกันเรื่อง "การตอบแทนพระคุณพ่อแม่" อยู่นั้น ได้มีเสียงพูดแทรกขึ้นว่า "กำลังคุยโม้อะไรอยู่จ้าเด็ก ๆ เสียงดังไปถึงห้องทำงานพี่เลย ให้พี่โม้ด้วยคนได้ไหมเอ๋ย"
      พวกเขาจ้องหน้ากันอย่างตกใจพร้อมอุทานขึ้นว่า..."พี่เอก" (เป็นชื่อของผู้การจัดการร้านอาหาร)
      แอบคุยกันในขณะทำงาน ก็เลยตกใจใช่ไหม (พี่เอกถาม ด้วยน้ำเสียงอมยิ้ม)
      กำลังคุยเรื่องการตอบแทนพระคุณพ่อแม่ครับ (เมธีตอบ) จากนั้น นิด,ตุ้ย,มน พลางตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ใช่ครับ/คะ"
      ไหนใครเคยกราบเท้าพ่อแม่บ้าง..? (พี่เอก ถามทุกคน)
      หนูเคยล้างเท้าท่านทั้งสองแล้วเอาน้ำที่ล้างเท้ามารดบนศรีษะ แต่....ลืมกราบคะ (นิดตอบ)
      ผมเคยกราบเท้าและทุกวันนี้ก็ยังเลี้ยงดูท่านทั้งสองเป็นอย่างดีครับ (ตุ้ยตอบ)
      หนูเคยกราบเท้าและเช็ดอุจจาระปัสสาวะในยามท่านทั้งสองไม่สบายคะ (มนตอบ)
      แล้วเราล่ะเมธี (พี่เอกเอ๋ยถามเมธีด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน)
      เออ...ผมไม่เคยครับพี่ (เมธีตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าและรู้สึกสะเทือนใจ)
      เอาล่ะ...ใกล้จะถึงวันแม่แห่งชาติแล้ว ขอให้ทุกคนระลึกถึงพระกรณียกิจของพระราชินีให้มากและที่สำคัญต้องกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของตัวเองให้ดีนะจ้า เพราะการตอบแทนบุญคุณของท่านทั้งสอง ผู้ที่เป็นลูกตอบแทนอย่างไรก็ไม่มีวันหมด...แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองได้ลูกค้าเริ่มเข้ามาในร้านเยอะแล้ว (พี่เอกพูดเสร็จแล้วรีบเดินไปต้อนรับลูกค้าที่หน้าร้าน)
      กลายเป็นประเด็นให้เมธีครุ่นคิดขึ้นมาทันที ในวันนั้นเขาไม่มีความสุขในทำงานเลย คิดถึงแต่พ่อแม่ทั้งสองผู้วายชนไปนานแล้ว เมธีเป็นคนอาภัพมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ของเขาตายจากเขาไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อตอนอายุได้ ๑ ขวบเศษ ภายหลังต่อมา ตาและยายได้เลี้ยงดูหลานคนนี้มาเสมือนลูกชายคนหนึ่งของท่าน ส่งเสียให้เรียนหนังสือจนมีการมีงานทำ จวนมีอายุย่างเข้าวัย ๒๕ ปี ในขณะนี้ แรงบันดาลใจต่าง ๆ เกิดขึ้นจากกำลังใจของตาและยายเสมอมา ยายบอกเขาเสมอว่าอย่าได้คิดน้อยใจตัวเองที่ไม่มีพ่อแม่ ตาและยายจะเป็นพ่อแม่ให้เอง เลือดทุกหยดเนื้อทุกก้อนกระดูกทุกชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของตาและยาย จงภูมิใจเถิดที่มีตาและยายคอยอยู่เคียงข้างและพร้อมที่จะรับฟังปัญหาของเมธีตลอดไป
      วันหยุดพักร้อน ๓ วัน ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑,๑๒,๑๓ สิงหาคม ในครั้งนี้เมธีตัดสินใจกลับบ้านที่ต่างจังหวัดอย่างไม่กังวลใจเพราะคิดถึงตาและยายใจจะขาด หลายผ่านมาแล้วที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมท่านทั้งสอง ได้แต่ส่งเงินให้ทุกเดือนและตามโอกาสอันเหมาะสม


      อีกมุมหนึ่งโดยส่วนตัวแล้วเมธีเป็นคนที่ชอบในการประพันธ์หรือการแต่งโคลง,ฉันท์,กาพย์,กลอน โดยเฉพาะการแต่งโคลง ๔ สุภาพแบบประยุกต์หรือการแต่งแบบนอกกรอบเพื่อให้อ่านและเข้าใจง่าย ในช่วงที่เมธีได้เดินทางมาอยู่ที่กรุงเทพเพื่อศึกษาเล่าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาได้เลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย การจากบ้านเกิดมาหลายปีทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนอะไรที่สร้างสรรค์ได้ อย่างเช่นโคลง ๔ สุภาพ ที่ชื่อว่า "คิดถึงบ้านเกิด" บทนี้
                         ...จำใจจากถิ่นบ้าน               เยาว์วัย        ท่านเอย
                         ลงล่องใต้เหนือนัย                ร่ำรู้
                         ปลุกปล้ำฝ่าอาลัย                      พลัดพร่ำ       วิโยค
                         เพียรกร่ำขยันสู้                   ไขว่คว้าศึกษา   ฯ
      ขณะที่ศึกษาหาความรู้เขาเกิดท้อถ้อยและหมดกำลังใจแต่ไม่สร้างแรงใจขึ้นมาใหม่ จึงได้แต่งโคลง ๔ สุภาพ เพื่อไว้เตือนสติตัวเอง ว่า
                         "ไม่ท้อถ้อย"
                         ...เหล่าหมู่ญาติพี่น้อง             ปู่ตา           ย่ายาย
                         ข้าวุ่นสิเนหา                      สู่ห้วง
                         นิวัตต์เมื่อจบท่า                  เกล้าใฝ่        ปริญญ์
                         ควรค่ายืนหยัดท้วง               กอปรกู้สร้างสรรค์   ฯ
      เมธีเป็นคนชอบมองอะไรแล้วนำมาสอนตัวเองเสมอ กล่าวคือเป็นคนชอบเปรียบเทียบบางสิ่งบางอย่างที่ตรงข้ามกัน โดยถ่ายทอดเป็นโคลง ๔ สุภาพ ว่า
                            "จะเป็นคนเช่นไร"
                         ...จะเป็นคนเช่นกล้วย            ไม้ลือ          กาฝาก
                         เกาะที่ไหนแย่งยื้อ                นั่นแท้
                         กล้วยไม้แบ่งบานคือ              ความเด่น      เบิกใจ
                         เกาะที่ใดพ่ายแพ้                 เช่นไม้กาฝาก   ฯ
                         ...ควรเป็นคนเช่นกล้วย           ไม้ที่            สวยงาม
                         มีแต่ผู้คนปรีย์                     ไขว่คว้า
                         ไม่เอาเยี่ยงกาผี                   เกาะกิ่ง        ไม้ตาย
                         พาด่างพล่อยหม่องหน้า          ค่าสิ้นไม่มี   ฯ
      ครั้งหนึ่ง ได้เดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อศึกษาดูงาน ในช่วงนั้นเป็นฤดูแล้ง(ใบไม้ผลิ) เมธีเห็นภูเขาที่เต็มด้วยไฟป่าลุกลามไปทั่วทั้งป่าเกิดความสังเวชขึ้น ว่า
                            "ฤดูใบไม้ผลิ"
                         ...บรรพตสูงเสียดฟ้า              นิลสี           ทิวทัศน์
                         สง่างามขจี                        แผ่นคิ้ว
                         เห็นระลิ่วอัคคี                    ภัยน่า          ผวา
                         ผลิบั่นบรรณใบพลิ้ว              ร่วงแล้งสังเวช   ฯ
                         ...เหมือนประหนึ่งดั่งถ้อย         หหัย           องค์ตรัส
                         ที่ว่าพระงูไฟ                      กับทั้ง
                         พระเจ้าอยู่หัวไท้                  สี่สิ่ง       นี้หนา
                         ฤทธิ์แกร่งอย่าพลาดพลั้ง         ด่าเก้อปรามาส   ฯ
      เขาได้ข้อคิดจากสัตว์แมลงเช่น "ผึ้ง" ธรรมดาผึ้งเป็นแมลงที่มีความขยันและอดทน จึงเปรียบผึ้งผ่านอารมณ์ที่สุนทรี ว่า
                            "ชีวิตผึ้ง"
                         ...คนควรเป็นดั่งผึ้ง                ขยัน           ขันแข็ง
                         ถูกที่รู้รักกัน                       เที่ยวค้น
                         ปรบปีกแล่นบินพลัน             พบพร่ำ        น้ำหวาน
                         เพียรหมั่นโดยชอบล้น            ส่งพ้นเป้าหมาย   ฯ
      ความใฝ่ฝันที่อยากเป็น "นักกวีสมัครเล่น" คนหนึ่ง ดั้งนั้น เขาจึงไม่หยุดนิ่งในการเสาะแสวงหาความรู้อยู่เสมอ เจออะไรที่ไหนก็คิดและถ่อยทอดเป็นร้อยกรองไปหมด สมัยที่ยังศึกษาอยู่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษา โดยใช้ภาษาเป็นภาษาถิ่น ว่า
                         "ความสำคัญของการศึกษา"
                         ...เรียนศึกษาหมั่นฮู้               บ่สาย          เพื่อนเอย
                         พึงครุ่นคิดสบาย                  เพื่อสร้าง
                         รากฐานไม่เสื่อมคลาย            ประเสริฐ      เทียวแล
                         จุดมุ่งหมายสูงกว้าง               แล่นก้าวสำเร็จ   ฯ
      ในบางครั้งอารมณ์ของความผิดหวังที่สุดหรืออกหักจากหญิงซึ่งเป็นคนรักที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้ไม่สามารถจะพูดออกมาได้ อึดอัดตันอุราพาให้ใจเศร้าหมองไม่รู้ว่าจะระบายและเล่าให้ใครฟัง จึงเปรียบอารมณ์หญิง ดังนี้ ว่า
                         "อารมณ์หญิง"
                         ...อันวารีแม่น้ำ                    สมุทร          วิตถาร
                         เปรียบดั่งอารมณ์หลุด            สุดเศร้า
                         หญิงใดไม่โทษทุษ             ประเสริฐ      นักแล
                         หญิงนั่นรุ่งโรจน์เก้า                  หยิ่มยิ้มปรีดา   ฯ
      การได้เห็นเพื่อนมีความสุขกับครอบครัวที่สมบูรณ์มีพ่อแม่ที่ยังคอยเป็นห่วงเป็นใย ส่งข่าวคราวมาให้รับรู้รับทราบ เพื่อน ๆ ที่เป็นความหวังของพ่อแม่รอความสำเร็จของลูก ๆ กลับมา นี่คือความภาคภูมิที่ดีอย่างหนึ่งของความเป็นพ่อแม่ การเห็นเช่นจึงสะท้อนเกิดประกายความคิดผ่านโคลง ๔ สุภาพ บทนี้ ว่า
                         "รำพันถึงบิดรมารดา"
                         ...รำพึงถึงแม่เพ้อ                  ถึงพ่อ          คณา
                         สอนสั่งลูกวรขอ                  กล่าวไว้
                         เป็นขวัญที่หวังรอ             บุตรหน่อ      สำเร็จ
                         มุ่งส่งแรงใจให้                 ครุ่นค้นบุตรา   ฯ
      ชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก เมื่อมีโอกาสได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา "อัปปมาทธรรม" พระพุทธเจ้าได้ตรัสเป็นพระดำรัสสุดท้ายก่อนที่จะปรินิพพาน ซึ่งเป็นธรรมที่ประเสริฐ เลิศ ดี และงามพร้อม อันเป็นเหตุและผลที่หลาย ๆ คนลืมหรือประมาทพลาดพลั้งไป อัปปมาทธรรม ดังกล่าว ได้ถ่ายทอด ดังนี้ ว่า
                            "ไม่ควรประมาท"
                         ...ชีวิตใครเล่ารู้                    กทา           อาสัญ
                         พึงใคร่ครวญสัมมา                อยู่ด้วย
                         ประมาทไม่กามา                 จงเร่ง          กอปรสร้าง
                         ปลูกบ่มบุญใกล้ม้วย              ก่อนสิ้นชีวา   ฯ
     ผ่อนคลายด้วยการไปเที่ยวชมสวนสาธารณะหรือสวนราชพกฤกษ์ในสถานที่ต่าง ๆ หรือห้วยเขาลำเนาไพร อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สถานที่เหล่านี้เป็นแหล่งพักใจชั้นเยี่ยม ที่ก่อให้เกิดความปีติยินดีอย่างมาก คือเป็นความสุขแบบไม่รู้จะอธิบายอย่างไร อารมณ์กวีสมัครเล่นจึงออก ว่า
                        "รมณียสถาน"
                         ...อันผาสุกชุ่มชื้น              ร่มรื่น          ครื้นเครง
                         ที่พึ่งพาผู้อื่น                      สู่ข้า
                         พิงพักเมื่อข่มขืน                  โอนอ่อน       ผ่อนใจ
                         เคียงคู่ยามเหวว้า                 ย่อมย้ำนิเวสน์   ฯ
      ในค่ำคืนที่ดาวเข้ามาใกล้เดือน ดาวเกี้ยวเดือน และดาวเคียงเดือน กล่าวคือ ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงมีหมู่ดาวคอยแวดล้อมส่องประกายระยิบระยับเปล่งปลั่งไปทั่วท้องฟ้า ว่า
                            "ชมดวงจันทร์หมู่ดาว"
                         ...ศศิธรแจ่มแจ้ง                  นภา           อากาศ
                         อร่ามงามนัยต์ตา                 ค่ำนี้
                         ดวงดาวหมู่ตารา                  เปล่งปลั่ง      เต็มฟ้า
                         นวลผ่องสวยสดชี้             ส่องหล้าไสว   ฯ
      เช้าวันที่ ๑๒ สิงหาคม (วันแม่แห่งชาติ) เมธีเดินทางถึงบ้านที่ต่างจังหวัดโดยสวัสดิภาพ ทันทีที่มาถึงหน้าบ้าน ภาพที่เขาได้เห็นคือบรรดาญาติผู้ใหญ่โดยเฉพาะตาและยายยืนข้างหน้าจ้องมองมาด้วยความดีใจ ตาและยายน้ำตาคลอ เมธีไม่รอช้ารีบคุกเข่าลงกราบแทบเท้าของปูชนียบุคคลคือตาและยาย ท่านทั้งสองเป็นเหมือนพ่อและแม่ของเขา
      คิดถึงตาและยายมากเลยครับ (เมธีพูดด้วยน้ำเสียงที่ปลาบปลื้ม)
      เราสองคนก็คิดถึงหลานเช่นกัน (ยายพูดด้วยน้ำเสียงที่ปีติยินดีปราโมทย์พร้อมกับลูบศรีษะเบา ๆ)
      ในวันนั้นนั่นเอง ตาและยายพาครอบครัวรวมถึงเมธีหลานรักไปทำบุญที่วัดประจำหมู่บ้าน เพราะเหตุว่า วันนั้นเป็นวันพระ และถือโอกาสทำบุญให้พ่อแม่ที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว
      "พฺรหฺมาติ  มาตาปิตโร"  พ่อแม่นั้น มีอุปการะต่อลูกเป็นอย่างมาก ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พ่อแม่เปรียบเหมือนพระพรหม เพราะว่าลูก ๆ ไม่สามารถที่จะตอบพระคุณของท่านทั้งสองให้สิ้นสุดได้ ดังนั้น การตอบแทนพระคุณพ่อแม่จึงไม่มีวันสิ้นสุด...ไม่สิ้นสุด ๆ (ใจความความย่อที่พระภิกษุแสดงธรรมเทศนา ขณะที่นั่งฟังในศาลาการเปรียบพร้อมกับตาและยายและญาติในวันนั้น)
      หลักจากกลับมาจากบ้านเกิดแล้ว เมธีได้ข้อคิดและอุดมคติอะไรหลาย ๆ อย่างในการกลับบ้านครั้งนี้ ได้ทั้งความรัก กำลังใจ และได้รู้ในเรื่องราวหรือคำสอนที่ไม่เคยรู้มาก่อน พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าใจ เข้าถึง และปฏิบัติได้อย่างไม่มีข้อสงสัย โดยเฉพาะในเรื่องของพระคุณของพ่อแม่ใหญ่หลวงยิ่งนัก ไม่มีสุขไหนเท่ากับการบรรยายถ่ายทอดออกมาได้ จึงแต่งเป็นโคลง ๔ สุภาพ อย่างภาคภูมิใจ ว่า
                            "ไม่สิ้นสุด"
                         ...หากจะให้แม่นั้น                เกาะบ่า        ลูกไว้
                         แลนั่งถ่ายกรีสา                   อย่างนี้
                         แม้ทำอยู่เวลา                     กาลล่วง       ร้อยปี
                         ก็ไม่สามารถชี้                     ตอบแท้คุณท่าน   ฯ
                         ...ถ้าลูกทำแม่ให้                  ตั้งอยู่          ในบุญ
                         ให้พึ่งธรรมเป็นคู่                 บ่มสร้าง
                         ศีลทานมั่นส่งสู่                         พาท่าน        สุขใจ
                         ทำเช่นนี้เคียงข้าง                 แม่ได้ลูกดี   ฯ
                        
                                                               (เนื่องใน "วันแม่แห่งชาติ  ๕๗")


ขอความสวัสดี จงมีแก่ผู้อ่านทุกท่าน ครับ...........

18_547.jpg

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น